ท่องเที่ยวไทย

พิพิธบางลำพู เมื่อชุมชนบางลำพูเล่าเรื่องราวในอดีตยุคเฟื่องฟูไว้ให้เราฟัง

81 views

พิพิธบางลำพู (Pipit Banglamphu) เป็นศูนย์การเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมชุมชนตั้งอยู่ใกล้กับป้อมพระสุเมรุ ถนนพระสุเมรุ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของสำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน กรมธนารักษ์ พิพิธบางลำพูสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาชุมชนบางลำพูให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ และเป็นศูนย์การเรียนรู้เชิงการศึกษาวัฒนธรรมชุมชนของชุมชนบางลำพู

พิพิธบางลำพู
พิพิธบางลำพู  cr. ภาพจากเพจ พิพิธบางลำพู

เป็นสถานที่ดีมาก ตกแต่งสวยงาม หากต้องการชมชั้นล่าง ไม่ต้องเสียค่าเข้า เพียงแค่ลงรายชื่อเยี่ยมชมเท่านั้น ภายในมีประวัติราชินี และประวัติประตูเมืองต่างๆ ตกแต่งสวยงาม มีเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาประกอบ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดูแลกำกับโดยกรมธนารักษ์ เป็นอาคารไม้สองชั้นภายในจัดแสดงนิทรรศการถาวร แบ่งเป็นโซน ๆ ให้ความรู้เรื่องเหรียญกษาปณ์ การผลิตเหรียญใช้ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชุมชนย่านบางลำพู ไม่เสียเข้าชมเป็นแหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงนิทรรศการที่ใช้แสดงสว่างของไฟช่วยทำให้เกิดความสนใจในเรื่องนั้น ๆ โดยเฉพาะโซนสุดท้ายที่ใช้ดวงไฟเล็ก ๆ แทนหิ่งห้อย เมื่อใช้มือสัมผัสลูบไปที่ดวงไฟเล็ก ๆ จะวิ่งต่อกันเหมือนหิ่งห้อยยามค่ำคืนบินเป็นฝูงกับต้นลำพู สวยงาม และเข้าใจง่าย

 

ประวัติ

พิพิธบางลำพู ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่เศษ เดิมเป็นบ้านของพระยานรนารถภักดีศรีรัษฎากร หรือ เอม ณ มหาไชย อธิบดีกรมการคลัง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมา ในปี พ.ศ. 2467 กระทรวงพาณิชย์ได้ขอใช้เป็นที่เก็บหนังสือ บัญชี สิ่งของของห้างเยอรมันและออสเตรีย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2468 กรมตำรา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ขอใช้เป็นร้านกลางสำหรับจำหน่ายแบบเรียนจึงมีการรื้อและซ่อมแซมอาคารเดิม โดยปรับปรุง อาคารด้านริมถนนพระสุเมรุ (กำแพงพระนคร) เป็นโรงพิมพ์ชั้นเดียว มีการสั่งซื้อเครื่องพิมพ์จากบริษัท บาโรว บาวน์ จำกัด มาจัดพิมพ์แบบเรียนเลข ภูมิศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ต่อมาในปี พ.ศ. 2471 อาคารชำรุดจึงได้ทำการซ่อมแซมปรับปรุงอีกครั้ง โดยรองอำมาตย์เอกหลวงไมตรีวานิช และได้รับพระบรมราชานุญาตให้รื้อกำแพงพระนครที่ติดโรงพิมพ์ออก รวมทั้งมีการปรับปรุงเรือนไม้ริมคลองทางด้านทิศตะวันออกเพื่อใช้เป็นที่เก็บกระดาษ

ย่ำตรอก 3.jpg
By Pipit Tanarakงานของตัว, CC BY-SA 4.0, Link

 

ในปี พ.ศ. 2475 กระทรวงศึกษาธิการได้ทำการเปิดโรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนวิชาการพิมพ์แห่งแรกของประเทศไทย โดยเปิดรับนักเรียนที่จบระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรียนตามหลักสูตร 3 ปี ภาคเช้าสอนทฤษฎี ภาคบ่ายฝึกปฏิบัติให้นักเรียนได้พิมพ์งานจริง โดยสร้างอาคารขึ้นบริเวณด้านหน้าที่ติดกับถนนพระสุเมรุเป็นอาคารคอนกรีตรูปตัวแอล (L) แบบเบาเฮ้าส์ (Bauhaus) มีลักษณะเรียบง่าย บันไดภายในและพื้นเป็นไม้ บริเวณเดียวกันนั้นยังมีโรงงานของโรงเรียนซึ่งอยู่ติดกับคลองบางลำพู เป็นอาคารเรือนไม้ 2 ชั้น รูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้า กว้าง 7 เมตร ยาว 23 เมตร และมีการสร้างซุ้มประตูคอนกรีตตรงมุมใกล้ปากซอยวัดสังเวชวิศยาราม โดยทั้งหมดเป็นการออกแบบของพระสาโรชรัตนนิมมานก์ และควบคุมการก่อสร้างโดยหลวงวิศาลศิลปกรรม

ต่อมาในปี พ.ศ. 2489 โรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวชต้องหยุดการสอนลงเนื่องจากมีนักเรียนเหลือน้อย และมีภาระการจ้างครู รวมถึงภาระอื่นๆ คณะกรรมการควบคุมและดำเนินการองค์การค้าคุรุสภาจึงมีมติให้เปลี่ยนโรงเรียนและโรงพิมพ์มาเป็นโรงพิมพ์เพียงอย่างเดียว และเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “โรงพิมพ์คุรุสภา” ในปี พ.ศ. 2493 โดยรับงานพิมพ์ทั้งจากกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานราชการอื่นๆ ภายหลังได้มีการสร้างโรงพิมพ์แห่งใหม่ขึ้นที่ถนนลาดพร้าว จึงได้ยกเลิกการพิมพ์ที่โรงพิมพ์คุรุสภาและใช้เป็นคลังสินค้าของครุสภา โดยหลังจากหมดสัญญาเช่าแล้วพื้นที่นี้ได้ถูกทิ้งร้าง ต่อมากรมศิลปากรได้ประกาศให้โรงพิมพ์คุรุสภาขึ้นทะเบียนเป็น โบราณสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 และกรมธนารักษ์ได้ปรับปรุงที่ราชพัสดุแห่งนี้ให้เป็น “พิพิธบางลำพู” ศูนย์การเรียนรู้กรมธนารักษ์และห้องสมุดชุมชน ในปี พ.ศ. 2555

ย่ำตรอก 6.jpg
By Pipit TanarakOwn work, CC BY-SA 4.0, Link

การจัดแสดง พิพิธบางลำพู แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 2 ส่วน ตามอาคาร 2 หลัง ดังนี้

1. อาคารปูนรูปตัวแอล (L)

2. อาคารเรือนไม้ 2 ชั้น

 

อาคารปูนรูปตัวแอล (L)

ภายในอาคารมีการจัดแสดงนิทรรศการตามเนื้อหาประวัติศาสตร์ ออกแบบเป็นสองชั้นและแบ่งเป็นห้องนิทรรศการหมุนเวียนและนิทรรศการถาวร ดังนี้

บริเวณชั้น 1
นิทรรศการเอกบรมองค์ราชินี (นิทรรศการหมุนเวียน)
จัดแสดงเผยแพร่พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระเกียรติคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยเนื้อหานิทรรศการแบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย

คู่บารมีพระภูมินทร์
ย้อนรำลึกถึงช่วงเวลากว่า 60 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงอยู่เคียงพระราชหฤทัยกันอย่างมั่นคง นอกจากจะนำความปลาบปลื้ม ปิติโสมนัส และความซาบซึ้งมาสู่พสกนิกรทั้งหลายแล้ว ยังทรงเป็นแบบอย่าง ที่งดงามให้ประชาชนชาวไทยได้ยึดถือ และคงอยู่ในความทรงจำตลอดมา

ปิ่นพระขัตติยราช
พระราชสถานะที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คือ การเป็นสมเด็จพระราชชนนีของพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงดูแลพระราชโอรสและพระราชธิดาด้วยพระองค์เอง เมื่อมีการกระทำความผิดจะทรงตักเตือนดังเช่นพ่อแม่ทั่วไป ดังปรากฏพระราชดำรัสว่า “โปรดที่จะเป็นแม่มากที่สุด” สิ่งสำคัญอย่างที่สุดคือ ทรงอบรมให้ทุกพระองค์ทรงมีความสำนึกในหน้าที่ต่อชาติบ้านเมืองและประชาชนให้เห็นความทุกข์ของราษฎรอยู่เหนือความสุขส่วนพระองค์ ทรงปลูกจิตสำนึกความรักชาติลงไว้ในดวงพระราชหฤทัยของพระราชโอรสและพระราชธิดาอย่างแนบแน่น

บรมราชินีนาถแห่งแผ่นดิน
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วผืนแผ่นดินไทย ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ ก่อเกิดโครงการพระราชดำริมากมาย ทั้งนี้ เพื่อปลูกฝังให้ราษฎรรักษาและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งพระราชทานความรู้แก่ราษฎร เช่น โครงการป่ารักษ์น้ำ โครงการฟาร์มตัวอย่าง และยังมีโครงการพระราชดำริที่ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม สาธารณสุข การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสร้างอาชีพ ทรงนำงานศิลปะจากทุกแหล่งชุมชนมาเป็น “งานศิลปาชีพ” ให้อาชีพแก่ราษฎรผู้ยากไร้ นอกจากเป็นการยกฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ยังเป็นการสืบสานสร้างสรรค์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติไว้ให้ยั่งยืน สมดังพระราชสมัญญา “อัคราภิรักษ์ศิลปิน” ซึ่งมีความหมายว่า ศิลปินยิ่งใหญ่ผู้ปกปักษ์รักษาศิลปะ คู่กับ “อัครศิลปิน” พระราชสมัญญาแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

นิทรรศการเอกบรมองค์ราชินี

สำหรับนิทรรศการเอกบรมองค์ราชินี ได้มีการนำแบบจำลองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในวาระอันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาจัดแสดงเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจ ผ่านเหรียญวาระต่างๆ ที่กรมธนารักษ์ได้ผลิตขึ้น อาทิ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 3 รอบ และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา รวมทั้งเหรียญอื่นๆ อีกหลายวาระผ่านหน้าจอแสดงผลแบบสัมผัส โดยภารกิจด้านการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก และเหรียญที่ระลึก นับเป็นงานในความรับผิดชอบของกรมธนารักษ์มากว่า 85 ปี แล้ว ทั้งนี้ ยังได้มีการจัดมุมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผ่านหน้าจอสัมผัสไว้ในบริเวณดังกล่าวด้วย

 

นิทรรศการเอกบรมองค์ราชินี

นิทรรศการป้อมเขตขัณฑ์รัตนโกสินทร์ (นิทรรศการถาวร)

ให้ความรู้เกี่ยวกับแนวกำแพงเมือง โบราณสถานท้องถิ่นบางลำพูที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และมีความสัมพันธ์กับชุมชนมาช้านาน จนเป็นที่มาของนิทรรศการ “ป้อมเขตขัณฑ์รัตนโกสินทร์” โดยจัดแสดงเรื่องราวของแนวกำแพงเมืองซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เพื่อเป็นการเกริ่นนำให้ผู้ชมรู้จักบางลำพูในฐานะชุมชนซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีแห่งใหม่ของประเทศสยาม และเป็นพื้นที่ที่ยังรักษาป้อมปราการ “ป้อมพระสุเมรุ” ไว้ได้จากป้อมปราการ 14 ป้อม ที่ถูกรื้อทิ้งไป โดยนิทรรศการป้อมเขตขัณฑ์รัตนโกสินทร์ ได้แบ่งการจัดแสดงออกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้

ส่วนจัดแสดง “ป้อมพระสุเมรุ”
ส่วนจัดแสดงให้ความรู้เกี่ยวกับป้อมพระสุเมรุ

ป้อมพระสุเมรุสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2326 มีลักษณะเป็นป้อมก่ออิฐถือปูนทรงแปดเหลี่ยมบนฐานสองชั้น มีบันไดทางขึ้นสองทางและทางเดินโดยรอบบริเวณฐานชั้นแรก ส่วนกำแพงของฐานชั้นที่สองทำเป็นรูปใบเสมา ประตูหน้าต่างเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมและช่องลมทรงโค้งเป็นระยะ โดยรอบผนังเจาะช่องปืน หลังคาเป็นโครงสร้างไม้ยอดแหลมมุงกระเบื้องดินเผา

โดยเมื่อปี พ.ศ. 2542 ได้มีการฟื้นฟูกรุงเทพมหานครบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ และซ่อมแซมป้อมพระสุเมรุให้กลับคืนสภาพดังเดิมหลังจากถูกปล่อยให้ทรุดโทรมมาเป็นเวลานาน อีกทั้งยังปรับปรุงพื้นที่โดยรอบเป็นสวนสาธารณะ “สวนสันติชัยปราการ” เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนอีกด้วย

ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสกลิ่นอายของกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผ่านภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นสภาพบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของประชาชนบริเวณป้อมพระสุเมรุ รวมทั้งมีการใช้สื่อและอุปกรณ์ที่ทันสมัยมาประกอบการจัดแสดง เพื่อบอกเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับป้อมปราการเมืองในอดีตแห่งนี้

ที่อยู่และเบอร์ติดต่อ
ถนนพระสุเมรุ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
โทรศัพท์ : 02-281 0345-51 ต่อ 1223 , 1224
โทรสาร : 02-281 0355
เว็บไซต์ : http://banglamphumuseum.treasury.go.th/
อีเมล : pipitbanglamphu@hotmail.com
วันและเวลาทำการ
วันอังคาร – วันอาทิตย์

ห้องจัดแสดงชั้น 1 เปิดเวลา 10.00-18.00 น. โดยสามารถเดินชมได้ด้วยตนเอง
ห้องจัดแสดงชั้น 2 เปิดเข้าชมเป็นรอบ ทุกๆ 30 นาทีโดยมีเจ้าหน้าที่นำชม รอบแรกเวลา 10.00 น. รอบสุดท้ายเวลา 16.30 น.
ค่าเข้าชม – ขณะนี้ยังเปิดให้เข้าชมฟรี

การเดินทาง
รถประจำทางประจำทางสาย 3, 6, 9, 30, 32, 33, 53, 64, 524

เรือด่วนเจ้าพระยา ขึ้นที่ท่าพระอาทิตย์

เปิดให้เข้าชมทุกวัน (หยุดเฉพาะวันจันทร์) เวลา 10.00 – 18.00 น.

 

แผนที่ตั้ง พิพิธบางลำพู

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia ,

ที่มาภาพ http://www.museumthailand.com

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง